เจาะลึกกลยุทธ์ Ryanair ถอนรากฐานออกจากเบอร์ลิน บทเรียนบริหารต้นทุนที่คนทำธุรกิจต้องรู้
มีปริศนาทางยุทธศาสตร์ข้อหนึ่งที่ ผู้ประกอบการยุคใหม่ ควรใช้เตือนสติในการดำเนินงาน นั่นคือ "ถ้าต้นทุนสูงกว่าผลกำไร" ที่จะงอกเงยกลับคืนมาสู่องค์กร เหตุใดเราจึงยังต้องแบกรับและรอคอยต่อไป?
แม้ว่าคำถามดังกล่าวจะฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริงของการบริหารงานนั้นกลับตอบได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อบริษัทของคุณมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้ง กับทำเลที่ตั้ง สัญญากรรมสิทธิ์ระยะยาว หรือ ระบบโครงสร้างอำนาจต่อรองในตลาด ที่เราคิดว่าตนเองเป็นรองและไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินใหม่
อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่แห่งวงการบินโลว์คอสต์ อย่างสายการบินไรอันแอร์ เพิ่งจะแสดงบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ให้เห็นว่า ไม่มีคู่ค้ารายใหญ่หรือสนามบินแห่งใดในโลก ที่จะ "มีอำนาจล้นฟ้า" จนทำให้โครงสร้างธุรกิจที่มีการบริหารต้นทุนอย่างเด็ดขาด ต้องยอมจำนนและแบกรับภาระต้นทุนที่ไม่สมเหตุสมผล
ท่ามกลางความผันผวนของระบบเศรษฐกิจปี 2026 ทาง Ryanair ได้สร้างความตกตะลึงด้วยการประกาศอย่างเป็นทางการว่า มีแผนการที่จะยุติการดำเนินงานและการประจำการของฝูงบิน จำนวนทั้งหมด 7 ลำ ณ สนามบิน Berlin Brandenburg โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี พร้อมทั้งดำเนินการปรับลดจำนวนเที่ยวบินเข้าออก ของเมืองเบอร์ลินลงเกือบ 50% เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางการบริหารทรัพยากรใหม่
เรื่องราวนี้อาจฟังดูเหมือนข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในแวดวงธุรกิจการบิน แต่สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ นี่คือสัญญาณเตือนภัยขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้มีนัยสำคัญเพียงแค่ในแง่โลจิสติกส์เท่านั้น แต่มันคือบทเรียนระดับโลกที่สะท้อนถึง ความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายภาครัฐ โครงสร้างต้นทุน และ กระบวนการตัดสินใจเลือกทางเดินขององค์กร การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ที่ ผู้ประกอบการยุคใหม่ทุกคนสมควรนำมาวิเคราะห์
ก่อนที่เราจะไปถอดรหัสความคิดว่าเหตุใด Ryanair จึงทำถูก เราจำเป็นต้องมาศึกษาพฤติกรรมและความผิดพลาดของฝั่งเบอร์ลินกันก่อน เพราะจากสถิติพบว่าทางผู้บริหารสนามบินเลือกที่จะผลักภาระต้นทุนให้คู่ค้า นับตั้งแต่ช่วงการฟื้นตัวหลังวิกฤตโรคระบาดเป็นต้นมา นี่ยังไม่รวมถึงแผนนโยบายระยะยาวที่จะเก็บเงินเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งสร้างความกดดันให้กับสายการบินต่างๆ อย่างมหาศาล
ประกอบกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตการบินของทางส่วนกลาง ก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงจนทำลายความสามารถในการแข่งขัน โดยปัจจุบันมีการเรียกเก็บสูงถึง 15.50 ยูโรต่อผู้โดยสารหนึ่งคน แถมยังมีมาตรการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการตรวจคนเข้าเมืองและรักษาความปลอดภัย ที่จะปรับตัวขึ้นเป็นเท่าตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และที่ร้ายแรงที่สุดคือค่าธรรมเนียมการควบคุมการจราจรทางอากาศ ที่ขยับราคาเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าอย่างน่าใจหาย
เมื่อองค์ประกอบด้านค่าใช้จ่ายทุกส่วนพร้อมใจกันพุ่งสูงขึ้น ผลกระทบที่ตามมาจึงเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของตลาด นั่นคือ ปริมาณความต้องการและการสัญจรผ่านท่าอากาศยานแห่งนี้ ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยรองรับสัญจรสูงสุดในยุคก่อน เหลือเพียงแค่ประมาณ 26 ล้านคนในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสูญเสียศักยภาพการแข่งขันไปเกือบหนึ่งในสาม แต่ประเด็นที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ย่ำแย่ของภาครัฐคือ แม้ว่าความต้องการซื้อจะหดตัวลงอย่างรุนแรงต่อหน้าต่อตา ทางรัฐบาลและผู้บริหารสนามบินเยอรมนีกลับยังคง "ใช้มาตรการเพิ่มราคาเพื่อชดเชยส่วนต่างขาดทุน" แทนที่จะเลือกใช้วิธีลดค่าบริการหรือสร้างมาตรการจูงใจ
ตามหลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจระดับสากล มีสัจธรรมที่เด่นชัดในเรื่องของกลไกตลาดว่า สินค้าที่มีราคาสูงขึ้นโดยไม่มีคุณค่าเพิ่ม ย่อมทำให้ผู้ซื้อหนีหาย อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ ยิ่งคุณตั้งราคาบริการไว้แพงเท่าไหร่ กลุ่มผู้บริโภคหรือลูกค้าก็ย่อมที่จะปรับลดพฤติกรรมการใช้งานลง
ทว่าความผิดพลาดในกรณีของเมืองเบอร์ลินนั้น มันสะท้อนถึงปัญหาที่ลึกซึ้งและน่ากลัวกว่านั้น แต่มันคือการขาดวิสัยทัศน์และการแยกแยะไม่ออกระหว่าง "อำนาจต่อรองที่ได้มาจากการเป็นเจ้าของพื้นที่" กับ "ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงขององค์กร"
ทางหน่วยงานภาครัฐอาจจะประเมินตนเองสูงเกินไปและคิดว่า เนื่องจากทำเลของตนเป็นจุดยุทธศาสตร์และเมืองหลวง ซึ่งคิดว่าอย่างไรเสียสายการบินต่างๆ ก็จำเป็นต้องมาง้อ ทว่าในสมรภูมิการค้ายุคใหม่ที่ความคล่องตัวคือหัวใจของการอยู่รอด สายการบินสามารถตัดสินใจโยกย้ายฝูงบินจำนวนหลายลำ ข้ามประเทศข้ามภูมิภาคได้ภายในระยะเวลาเพียงฤดูกาลเดียว ทำให้สิ่งที่เรียกว่าความได้เปรียบทางการค้าสูญสลายไปทันที
เรื่องนี้สามารถเปรียบเทียบได้เห็นภาพชัดเจนกับ ผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ในทำเลทอง ที่คอยคิดแต่จะปรับขึ้นค่าเช่าพื้นที่ในทุกๆ ปี โดยไม่สนใจเลยว่าคู่ค้าจะสามารถทำกำไรและอยู่รอดได้หรือไม่ จนวันหนึ่งเมื่อแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้เช่าหลักตัดสินใจ ตัดสินใจยุติสัญญาแล้วย้ายไปสร้างสถานประกอบการของตนเอง ในพื้นที่หรือทำเลทางเลือกใหม่ที่มีความคุ้มค่ามากกว่า ปัญหาคือเมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงจุดนั้น
ในมุมมองของบุคคลภายนอกหรือผู้ที่ไม่เข้าใจกลยุทธ์ นี่คือการยอมจำนนและการเสียส่วนแบ่งทางการตลาดของไรอันแอร์ แต่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินกลับมองว่า นี่คือตัวอย่างที่งดงามและคลาสสิกที่สุดของการ "การถอยอย่างมีกลยุทธ์ (Strategic Retreat)"
ระบบการทำงานของ Ryanair ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุและผล ด้วยการคาดเดาหรือใช้อารมณ์ความรู้สึกเหนือเหตุผล หากแต่พวกเขามีระบบการคำนวณและวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน ในทุกๆ ตารางนิ้วและทุกๆ เส้นทางการบินอย่างเข้มงวด และเมื่อใดก็ตามที่ผลลัพธ์เชิงตัวเลขระบุชัดเจนว่า ไม่มีตัวเลขที่สามารถสร้างส่วนต่างกำไรที่ปลอดภัยได้อีกแล้ว ทางออกของพวกเขาจึงไม่ใช่การทนอยู่เพื่อรอคอยความเมตตาจากภาครัฐ แต่คือการสั่งเคลื่อนย้ายและจัดสรรทรัพยากรไปสู่ทำเลใหม่ที่ดีกว่าทันที
ตัวเลขสถิติระบุว่าพวกเขามีการคาดการณ์ว่าจะสามารถ 216 ล้านคนในปี 2026 ซึ่งถือเป็นสถิติที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงจากจำนวน 149 ล้านคนในปี 2019 ควบคู่ไปกับการเปิดอัตรากำลังพลเพิ่มเติมในพื้นที่อื่น เพื่อยืนยันว่าโครงสร้างธุรกิจของพวกเขายังคงแข็งแกร่งและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำว่า ทรัพย์สินและบุคลากรไม่ได้ลดน้อยลงเลย หากแต่พวกมันแค่ย้ายที่อยู่เพื่อไปทำกำไรในทำเลที่มีความเหมาะสมมากกว่าเดิม
ในกรอบความคิดและวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยทั่วไปนั้น เรามักจะได้รับการสั่งสอนให้มีความอดทนและมุ่งมั่นต่อสู้ ทว่าในหลายๆ สถานการณ์ของการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน การดันทุรังรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่คอยแต่จะรีดไถผลประโยชน์ ไม่ได้เป็นเครื่องหมายของความจงรักภักดีหรือความเก่งกาจใดๆ หากแต่เป็นสัญญาณของการบริหารงานที่ขาดความยืดหยุ่น
ผู้นำทัพของไรอันแอร์ได้แสดงทัศนะไว้อย่างตรงไปตรงมา ได้สะท้อนความจริงใจผ่านประโยคเด็ดที่ว่า "เราไม่มีออปชันอื่น" หลังจากที่ทางบอร์ดบริหารสนามบินตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราค่าบริการ นอกจากนี้เขายังได้วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดทางภาษีของเยอรมนี ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมในอดีตที่พวกเขาเคยสั่งยุติการดำเนินงาน ในเมืองใหญ่อย่างแฟรงก์เฟิร์ต ดุสเซลดอร์ฟ และสตุตการ์ตมาแล้วเช่นกัน คิดเป็นการถอนกำลังเครื่องบินรวมกันมากถึงสิบสามลำออกจากระบบเศรษฐกิจเยอรมัน หัวใจสำคัญที่ผู้บริหารห้ามมองข้ามคือ: การดันทุรังประคับประคองคู่ค้าที่คอยบ่อนทำลายผลกำไรของบริษัท ไม่ใช่การแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพหรือความซื่อสัตย์ หากแต่เป็นพฤติกรรมทำลายตนเองและปล่อยให้องค์กรเสื่อมถอยลงไปในทุกๆ วัน
สิ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาที่สุดในกรณีศึกษาของสนามบินเบอร์ลินคือ ค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่างๆ ไม่ได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นภายในชั่วข้ามคืน แต่มันเกิดจากการสะสมของค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่ขยับขึ้นทีละนิด ภาษีสนามบินขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 10% ค่าธรรมเนียมความปลอดภัยเพิ่มอีกนิด ซึ่งหากเราพิจารณาแยกส่วนในแต่ละครั้งย่อมรู้สึกว่าเป็นตัวเลขที่ องค์กรยังพอที่จะบริหารจัดการและแบกรับไหวได้อยู่ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปแล้วลองนำทุกส่วนมารวมกันในภาพใหญ่ จะพบว่าเม็ดเงินรวมที่สูญเสียไปนั้นขยายตัวขึ้นเป็นทวีคูณ
ในแวดวงนักบัญชีและที่ปรึกษาองค์กร เราเรียกปรากฏการณ์ที่เป็นอันตรายร้ายแรงนี้ว่า "การกัดกร่อนของผลกำไรแบบสะสม (Profit Erosion)" ซึ่งนับว่าเป็นภัยคุกคามที่มีความน่ากลัวและอันตรายยิ่งกว่า เหตุการณ์ร้ายแรงที่เข้ามาแบบกระทันหันและเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากมันจะไม่ทำให้ระบบพังพินาศลงในวันเดียว ส่งผลให้ผู้บริหารและทีมงานส่วนใหญ่เลือกที่จะปรับตัว และแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าในแต่ละเดือน จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีโครงสร้างการเงินของบริษัทก็พังพินาศไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ข้อคิดสำหรับผู้ดำเนินธุรกิจในปัจจุบันคือ ควรจัดสรรเวลาในทุกๆ 3 ถึง 6 เดือนในการทำ "การทำเอ็กซเรย์ค่าใช้จ่ายและงบประมาณทั้งระบบ" อย่ามองและประเมินเพียงแค่ว่าตัวเลขบัญชีในเดือนนี้ เพราะนั่นอาจเป็นภาพลวงตาที่หลอกให้คุณตายใจ แต่จงลงลึกไปถึงแก่นแท้ด้วยการตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า "หากเปรียบเทียบสัดส่วนต้นทุนย้อนหลังแล้ว เรากำลังจ่ายเงินแพงขึ้นโดยไม่จำเป็นอยู่หรือไม่?"
ปัจจัยหลักที่ทำให้เครือธุรกิจของไรอันแอร์มีความได้เปรียบ Ryanair คือนโยบายการออกแบบสถาปัตยกรรมองค์กรให้มีความคล่องตัวสูงสุด ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับสภาวะวิกฤตและการโยกย้ายในเวลาอันสั้น เห็นได้ชัดจากการสร้างมาตรฐานเดียวกันผ่านการเลือกใช้โมเดลเครื่องบิน ที่เป็นพิมพ์เขียวเดียวกันอย่างเครื่องบินตระกูล Boeing 737 ซึ่งการควบคุมความหลากหลายทางวิศวกรรมนี้ส่งผลให้ ทำให้นักบิน ทีมวิศวกร และลูกเรือทุกคนในระบบ สามารถเคลื่อนย้ายไปประจำการในฐานบินแห่งใหม่ทั่วโลก ได้ในทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและงบประมาณ ระบบปฏิบัติการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความยืดหยุ่นสูงสุด
ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตการณ์และความไม่คุ้มค่าขึ้นที่เมืองเบอร์ลิน ทางบริษัทจึงมีความสามารถในการแจ้งพนักงานและเริ่มต้น ปรับเปลี่ยนแผนที่การบินและย้ายพนักงานออกได้ทันท่วงที ซึ่งน่าทึ่งมากที่ไม่มีกระบวนการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นเลยแม้แต่อัตราเดียว เนื่องจากระบบเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเลือกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ไปทำหน้าที่ในศูนย์การบินสาขาอื่นที่มีสถิติผลกำไรที่ดีกว่า
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างแบบแข็งตัว ที่งบประมาณและกระบวนการทำงานถูกยึดโยงอยู่กับ สถานที่ตั้ง หน่วยงานเฉพาะ หรือระบบปฏิบัติการที่ปรับเปลี่ยนได้ยาก เมื่อบริบทของตลาดเกิดความผันผวนและเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ องค์กรเหล่านั้นมักจะไม่สามารถปรับตัวได้ทันเวลาและต้องล่มสลายไป